2004/Sep/12



"มิสเตอร์พาเวลส์ คุณคิดอะไรอยู่ในใจเหรอ?" อลูเทียร์เอ่ยถามกับผมด้วยความสงสัย เธอถอดแว่นตาดำพร้อมกับยื่นใบหน้าเข้ามามองผมในระยะประชิด แชมพูกลิ่นลาเวนเดอร์ลอยประจมูก ดวงตากลมโตของสาวน้อยวัยแรกรุ่น สามัญสำนึกกำลังบอกกับผมว่า "นายมีเมียแล้วนะ.. กิเลี่ยม" ผมผละตัวเองออกมาเล็กน้อย
"ไม่มีอะไรหรอกคุณอลูเทียร์ อ้อ! แล้วเรียกผมว่ากิเลี่ยมก็พอ อีกหน่อยเราก็ต้องทำงานร่วมกันแล้วนะ" อลูเทียร์ยิ้ม รอยยิ้มของเธอมีนัยยะอะไรบางอย่างที่ผมเดาไม่ออกแฝงอยู่ แหงล่ะ ใครจะรู้ว่าเธอคิดอะไร สาวน้อยอัจฉริยะอายุสิบเก้าปี ที่ทำคะแนนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในการสอบบรรจุเข้าหน่วยงานซี.ยู.ซี. อัตราความแม่นยำการยิงปืนเฉลี่ยเก้าสิบเก้าจุดหกเจ็ดสี่ เปอร์เซ็นต์ เธออายุสิบเก้าปี ผมอายุยี่สิบแปดปีสี่เดือนกับอีกสิบหกวัน และเธอกำลังจะมาเป็นหัวหน้าของผมเร็วๆนี้
ในร้านอาหารสไตล์บารุมเบี้ยน ที่เสิร์ฟอาหารจานหลักเป็นกุ้งนางยักษ์และไวน์ดองสครัปป์ ปีเจ็ดสี่ กลิ่นฉุนๆพิกล บรรยากาศร้านอาหารเหมือนชายทะเลแถบประเทศเซลรุสเซียที่ยกมาตั้งกลางกรุง บ่งบอกถึงรสนิยมในการบริโภคของเธอพอสมควร
"คุณรู้สึกยังไงบ้าง? ตอนที่เผชิญหน้ากับมันครั้งแรก มิสเตอร์พาเวลส์ ไม่สิ! กิเลี่ยม" อลูเทียร์ยังซักไซร้ผมไม่เลิก
"'มัน' ในความหมายของคุณคืออะไร? ช่วยขยายความให้ผมหน่อย" ผมหั่นกุ้งนางอบซอสเนยถั่วเข้าปาก
"แหม ก็ไอ้ที่หน่วยงานของคุณกับฉันกำลังจัดการอยู่ทุกวี่ทุกวันนี่ไง คุณตื่นเต้นมั๊ย? หรือว่ากลัว?"
"อ๋อ ครีเจอร์น่ะเหรอ อืม มันก็ทั้งสองอย่างล่ะนะ เป็นใครที่ได้เผชิญหน้ากับมันตรงๆครั้งแรก ก็ต้องกลัวเป็นธรรมดา ผมโชคดีที่ไม่ใช่หน่วยจู่โจมโดยตรง แต่ก็เห็นมันชัดแจ๋วผ่านกล้องเล็งของปืนเป็นประจำแหละ"
"แล้วยังไงต่อล่ะ?" อลูเทียร์สนใจ
"พอเห็นบ่อยๆเข้าก็เริ่มชินตา ถ้าคิดว่ามันเป็นแค่สัตว์โลกธรรมด้าธรรมดาเหมือนที่อยู่ตามสวนสัตว์ คุณก็ไม่รู้จะกลัวไปทำไม มันเป็นหน้าที่น่ะ ถ้าขืนทำตัวอ่อนแอ ประชาชนก็หมดศรัทธาแย่เลยสิ" ผมยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ไวน์แก้วนี้รสชาติแย่ชะมัดเลย ให้ตายเถอะ
"แล้วคุณเคยพลาดบ้างหรือเปล่า? ฉันหมายถึงปฏิบัติงานผิดพลาดอะไรพวกนั้นน่ะ"
"โอ๊ย! บ่อยไป อย่างเมื่อคราวก่อนโน้น เล็งที่กลางแสกหน้ากลับพลาดไปโดนที่ต้นคอ พอมันไม่ตาย ไอ้บ้านั่นก็เลยคลั่งหนักกว่าเดิม กว่าจะเอาอยู่ต้องไล่ตามไปจนเกือบถึงเขตด็อคโซนโน่นแน่ะ หลังจากนั้นผมก็นั่งเหนื่อยแทบตายเพื่อปั่นรายงานอีกสามเล่มส่งเบื้องบน" ผมหัวเราะร่า ทั้งๆที่มีกับข้าวอยู่เต็มปาก
อลูเทียร์ยิ้มอีกแล้ว ภายนอกของร้านอาหาร ฟ้าเริ่มมืดลง รถม้าคันงามวิ่งผ่านตาไป ผมไม่ได้นั่งมันมานานพอดูแล้ว หลังจากเก็บเงินผ่อนเจ้าแซดสามได้ เคยคิดเหมือนกัน ว่าจะพาไอลินมานั่งรถม้ารอบเมืองในวันครบรอบแต่งงานของเราสองคน

"แล้วฟลิงค์เทลล์ล่ะ? แตกต่างมั๊ย?"

คำถามของเธอทำให้ความคิดของผมสะดุด อลูเทียร์เอ่ยถึงฟลิงค์เทลล์ออกมา คำที่เธอไม่น่าจะรู้จักคำเรียกขานของครีเจอร์ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับซี.ยู.ซี. มานานแสนนาน แทนคำตอบให้กับเธอ ผมถลกแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้นให้เห็นแผลเป็นยาวตั้งแต่ไหล่ ลากยาวมาจนถึงข้อศอก แผลที่ถูกกระทำโดยมัน
"วันนั้นเป็นวันที่ฟลิงค์เทลล์ปรากฏตัวครั้งแรก แน่นอนว่าเป็นคืนวันเพ็ญ ผมที่ตอนนั้กำลังไฟแรงเต็มที่ มองมันผ่านกล้องเหมือนปกติ เราอยู่ห่างกันประมาณสองร้อยเมตร ผมหายใจติดขัดและเป็นไข้อ่อนๆ แต่ระยะแค่นั้นสำหรับปืนไรเฟิลพิเศษ รับรองว่าไม่มีทางพลาดเป้า จังหวะนั้นที่มันกับผมสบตากัน วินาทีต่อมาลูกปืนก็กระแทกออกจากรังเพลิง จากนั้น ไม่รู้อีกนานเท่าไหร่กันแน่ที่ผมล้มลงนอนจมกองเลือด ใครจะเชื่อว่าระยะสองร้อยเมตร ผมจะถูกมันทำร้ายได้ในชั่วเวลาวูบเดียว ถ้าตัวหมัด เป็นแชมป์กระโดดสูงของโลก แล้วปืนไรเฟิลสามารถเจาะกระโหลกคนได้ในเสี้ยววินาที ฟลิงค์เทลล์ก็คงกระโดดเก่งกว่าหมัด แรงและเร็วกว่าลูกปืนไรเฟิล เชื่อเถอะ ครีเจอร์ตัวนี้ไม่หมู และอันตรายกว่าที่คุณจะจินตภาพถึงได้" ผมขู่เธอ
อลูเทียร์กำลังครุ่นคิดบางอย่าง เธอคิดอยู่นานทีเดียว กุ้งในจานของผมก็หมดแล้ว ส่วนไวน์รสประหลาดนั่น ลืมๆมันไปเถอะ
"นี่พวกคุณปล่อยให้ตัวประหลาดนั่นลอยนวลมานานขนาดไหนแล้วเนี่ย ให้ตายสิ! ถ้าฉันเป็นพลเรือนธรรมดาคงรวบรวมรายชื่อ เรียกร้องให้หน่วยงานรับผิดชอบในความปลอดภัยไปแล้ว" อลูเทียร์ถอนหายใจ ผมก็เข้าใจดี
"แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะมันทำให้ฉันรู้ว่า คุณควรจะมีคู่หูในการทำงาน ซึ่งก็ควรจะเป็นฉันเอง หวังว่าคุณคงไม่ขัดข้อง" เธอพูดออกมาอย่างมั่นใจ เหตุนี้เองที่ทำให้เธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่มาตั้งแต่ต้น
"ผมเตือนว่าอย่าเลยคุณ งานของคุณคือสั่งงานพวกผมก็พอ ไม่ต้องออกมาลุยภาคสนามกันหรอก" แน่นอน ผมปฏิเสธการเป็นคู่หูของเธอ งานอันตรายเกินกว่าปกติที่คนทั่วไปพึงจะทำ อลูเทียร์ โฮลสต็อค แม้ว่าเธอจะสอบเข้ามาด้วยคะแนนสูงแค่ไหนก็ตามเถอะ งานปราบปรามครีเจอร์ไม่เหมาะอย่างรุนแรงสำหรับผู้หญิงอย่างเธอ
"ให้ตายเถอะ! คุณกิเลี่ยม พาเวลล์ กฏหมายริดรอนสิทธิสตรีของประเทศนี้ ถูกยกเลิกมาร้อยห้าสิบปีแล้วนะ คุณควรจะรู้ว่าผู้หญิงก็มีอะไรบางอย่างที่ไม่แพ้ผู้ชายอย่างคุณเหมือนกัน!" อลูเทียร์ฉุนขาด
"แล้วผมจะรู้ได้ยังไงว่าคุณสมควรจะมาเป็นคู่หูผม?" ผมเล่นแง่กับเธอ จะหาว่าใจแคบก็ได้ แต่ผมไม่อยากให้เธอเป็นคู่หู แค่มีเธอเป็นเจ้านาย ผมก็ปวดหัวจะตายแล้ว
"งั้น" อลูเทียร์กำลังจะพูด เสียงโทรศัพท์มือถือของผมก็ดังขึ้น เสียงริงโทนเพลง'Rock'n Lock' ของจอห์นนี่ ฟิลล์ ที่ไอลินเลือกให้ โทรศัพท์ทั้งสั่น ทั้งหมุนอยู่บนโต๊ะ ผมเอื้อมมือไปหยิบ แต่ก็ไม่ทันมือของอลูเทียร์ที่คว้าไปอย่างรวดเร็ว
"สวัสดีค่ะคุณนายเหรอคะ? อ่าวไม่ใช่เหรอ ฉันอลูเทียร์ค่ะ อ้อ ผู้การเหรอคะ คุณกิเลี่ยมไปเข้าห้องน้ำน่ะค่ะ ค่ะๆ รับทราบค่ะ แล้วดิฉันจะบอกเขาให้นะคะ สวัสดีค่ะ *บี๊บ!" เธอจัดการสนทนากับคู่สายของผมเรียบร้อยเสร็จสรรพ พร้อมกับรอยยิ้มแปลกๆ
"ผู้การสั่งให้คุณรีบเข้าไปที่หน่วยด่วน เนื่องจากมีเหตุด่วน ครีเจอร์สายพันธุ์สกาเวน ขนาดกลางออกอาละวาดในย่านชุมชน"
"ย่านชุมชน? มีตั้งหลายที่ ไม่ได้บอกหรือว่าย่านไหน? เบย์สตรีท? หรือว่ามอนโกลเมรี่?" ผมถามเธอ ช่างเป็นวันที่น่าวุ่นวายจริงๆ

"ที่นี่" อลูเทียร์ยิ้มแป้น

"หา? ว่าอะไรนะ?" ผมถามย้ำอีกครั้ง
"ที่นี่ใช่ลุนเบลมั๊ยล่ะ? ถ้าใช่ก็ที่นี่แหละ" เสียงกระจกของร้านแตกกระจายเพราะถูกอะไรบางอย่างกระแทก เศษกระจกกระเด็นผ่านหน้าผมไปไม่กี่นิ้ว ก้อนดำๆที่มองไม่ออกว่าเป็นอะไรค่อยๆกางปีกออก คนในร้านแตกตื่น และพากันวิ่งหนีจ้าละหวั่น สกาเวนตัวนั้นสะบัดปีกที่พรุนไปด้วยรูกระสุนของมัน คงถูกใครบางคนยิง เป็นเหตุให้มันคลั่งแบบนี้ อลูเทียร์กับผมวิ่งเข้าไปหลบอยู่ใต้โต๊ะตัวใหญ่ เธอหยิบโทรศัพท์ของผมโทรขอกำลังสนับสนุนจากหน่วย และตอนนี้เองที่ผมรู้ว่า เราไม่มีอาวุธ
รุ่นพี่ในหน่วยมักสอนให้ผมพกอาวุธไว้ติดตัวเสมอ เผื่อในกรณีเหตุด่วนเหตุร้าย ตอนนี้ผมฉุกเฉินแล้ว ผมขอโทษครับรุ่นพี่ คราวหลังผมจะเชื่อฟังคุณให้มากๆ ถ้าวันนี้ผมยังมีคราวหลังอยู่นะ อลูเทียร์ไม่มีท่าทีหวดกลัวเลยสักนิด ตรงกันข้าม ผมมองเห็นความตั้งใจในแววตาคู่นั้น สกาเวนตัวร้ายยังคงอาละวาดทำลายข้าวของในร้านอยู่ โชคดีที่คนอื่นๆหนีตายหายหน้าไปกันหมดแล้ว ทั้งร้านจึงเหลือแค่ ครีเจอร์ กับหน่วยปราบปรามครีเจอร์ที่ไร้อาวุธ และกำลังมุดหัวซ่อนครีเจอร์อยู่

"เอายังไงดี คุณอลูเทียร์ จะอยู่รอกำลังสนับสนุนในนี้เหรอ?" ผมถามเธอ เพราะดูท่าทางว่ามันสมองของเธอจะพึ่งพาได้ในยามนี้

"ฉันมีวิธี แต่"
"แต่อะไรอีกล่ะ?"
"ถ้าคุณกับฉันรอดออกไปได้ ก็จะยอมรับในศักยภาพของฉัน แล้วให้ฉันเป็นคู่หูของคุณ"
"เชิญเลยคุณ! ถ้าอยากทำมาก ผมก็ไม่ห้ามคุณล่ะ แต่ตอนนี้เอาตัวรอดก่อนเถอะ"
"สัญญาด้วยสิ! พวกผู้ชายชอบผิดคำสัญญา" เธอคาดคั้น
"ครับๆ ผมสัญญา จะทำอะไรก็รีบทำเถอะ มันมาโน่นแล้ว" สกาเวนกำลังดมอยู่ มันดมหากลิ่นเลือดที่มันชอบ อลูเทียร์เอื้อมมือไปหยิบเศษกระจกมากรีดที่ปลายนิ้วเป็นแผลเล็กๆ สุดปัญญาที่ผมจะห้ามเอาไว้ได้
"คุณช่วยวิ่งไปที่กระเป๋าของฉันที แล้วหยิบของในนั้นโยนมาให้ฉัน พร้อมนะ!" เจ้าครีเจอร์ตัวนั้นร้องเสียงดัง มันเจอพวกเราแล้ว
"ไป!" หลังสัญญาณ ผมออกวิ่ง อลูเทียร์ก็เหมือนกัน มันกระโดดเข้ามาหาเธอทันที ผมถลาไปหยิบกระเป๋าสีดำขลับพร้อมๆกับรูดซิปออก หยิบของในนั้นออกมา
"ให้ตายสิ! หนักชะมัดเลย คุณแบกของแบบนี้เดินไปเดินมาเนี่ยนะ!"
"โยนมาเถอะน่า! เร็วๆ" อลูเทียร์วิ่งมาทางผม โดยมีเจ้านั่นตามมากระชั้นชิด ผมเหวี่ยงเจ้าดัมเบลสองชิ้นนั้นไปหาเธอ โดยเพิ่งเห็นว่ามันเป็นปืน ปืนสั้นขนาดยักษ์ ใหญ่เกินกว่าจะเรียกว่าปืนสั้น อลูเทียร์กระโดดรับมันและหันกระบอกปืนไปหาสกาเวนตัวนั้น เข้าทางปืนของเธอพอดี
"ยิงไปที่จุดบอด ใต้ตาของมัน!" ผมตะโกนบอก กระสุนสองนัดระเบิดออกมาพร้อมๆกัน ฝังเข้าที่จุดเล็กๆใต้ดวงตาของครีเจอร์ตัวนั้น เธอถอยฉากออกมาสองก้าว จังหวะที่มันเซ จวนเจียนจะล้ม ก็ยิงออกไปอีกสองนัด เจาะที่หัวปิดบัญชีอย่างสวยงามและรวดเร็ว ผมได้แต่มองเหตุการณ์ด้วยความทึ่ง ทำไงดีล่ะเนี่ย สัญญากับเข้าไว้ซะแล้วด้วย

ฟากฟ้ายามราตรี ป่านนี้ไอลินคนรอผมจนหลับไปแล้ว สงสารเธอจริงๆที่ต้องแต่งงานกับผม อลูเทียร์ยื่นกาแฟร้อนให้แก้วหนึ่งพลางมองไปที่ซากสกาเวนที่เพิ่งปลิดชีพไปอย่างเศร้าสร้อย
"แย่จริง สกาเวนใกล้สูญพันธุ์แล้ว ถ้าเป็นไปได้ ไม้อยากจะฆ่ามันเลย" เจ้าหน้าที่กำลังขนร่างของมันขึ้นบนรถคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ท่ามกลางฝูงชนมามุงดูไม่ขาดสาย เพื่อนำไปศึกษาตรวจสอบต่อไป

"รู้สึกแปลกๆนะ หมู่นี้ทำไมพวกครีเจอร์ถึงอาละวาดกันหนักข้อ แล้วก็ถี่ขึ้นทุกทีๆ ทั้งที่เมื่อก่อนจะเห็นตัวก็ยากอยู่แล้ว"
"เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปแล้วน่ะสิ มนุษย์ไปรุกล้ำโลกของพวกมัน จนครีเจอร์ไม่มีที่อยู่อาศัยจึงต้องใช้ป่าคอนกรีตเป็นแหล่งหากิน อีกหกเดือนจะเข้าสู่ปีสองพัน ฟาลเดียจะรวมประเทศกับเพรนอาร์ค สงครามในดินแดนตะวันตกจะยุติ ลัทธิเดียร์โบลลิคเป็นที่นิยม หลายอย่างเปลี่ยนไปหมด ถึงตอนนั้น เราคงเหนื่อยกับพวกครีเจอร์ไปอีกนานเลยทีเดียวแหละ" อลูเทียร์ โฮลสต็อค อายุสิบเก้าปี แต่วินาทีนี้เธอเหมือนคนอายุสี่สิบที่ผ่านโลกมานาน เธอกลายเป็นแม่ผมไปเลย ดูเธอช่างยิ่งใหญ่จริงๆ

"เฮ้! หิวอีกแล้วสิ ไปหาของกินรอบดึกกันเถอะคุณกิเลี่ยม"
"อะไรกันคุณ! กินอีกแล้วเหรอ เดี๋ยวก็อ้วนหรอก"
"เรียกว่าคุณคู่หูสิ"
"ครับ ครับ คุณคู่หู"

2004/Sep/06


จากบันทึกเก่าๆ บทกวี รวมถึงจารึกที่กล่าวถึงกลียุคครั้งยิ่งใหญ่ ในอดีตกาลที่บรรพบุรุษโบราณได้ส่งผ่านมาถึงคนรุ่นหลัง ได้กล่าวไว้ดังนี้

โลกได้ถือกำเนิดขึ้นมา แผ่นดินฟาดาลเกีย อันกว้างใหญ่ไพศาล อุดมสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตมากมายหลากหลายสายพันธุ์ เฟดาลเรี่ยน คือสิ่งมีชีวิตนามอัสทรั่ล ผู้อยู่เหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวง อีกทั้งยังเป็นผู้ควบคุมกฏเกณฑ์ของกระแสธรรมชาติ ได้ปลดปล่อยจิตใจดำมืดของตนเองให้กลายเป็นรูปร่างนาม อัซซูอาล

อัซซูลอาลนั้น เป็นกลุ่มก้อนแห่งความชั่วร้ายที่หมายมุ่งทำทุกสิ่งทุกอย่างให้กลับกลายเป็นศูนย์
เฟดาลเรี่ยนรู้ว่าหายนะจะบังเกิดกับดินแดนไฟร์ลาเกีย จึงเข้าประหัตประหาร ต่อกรกับอัซซูลอาล การต่อสู้อันแสนดุเดือด เริ่มต้นขึ้นอย่างต่อเนื่องถึงสามร้อยวันสามร้อยคืน โลกถูกเผาผลาญไปกว่าครึ่ง ทุกผืนดินที่อัซซูอาลได้เหยียบย่ำผ่านไป ก็มิอาจมีพืชพรรณใดๆงอกงามขึ้นมาได้อีก สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่ต่างเดือดร้อนกันถ้วนหน้า และแล้ว ดินแดนไฟร์ลาเกียก็แตกออกเป็นห้าทวีปใหญ่

หลังจากการต่อสู้นั้น เฟดาลเรี่ยนก็กำชัยชนะเหนืออัซซูอาล ได้สร้างประตูเชื่อมกับดินแดนสุดขอบจักรวาล ที่ซึ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยสีเทาหม่น จากนั้นจึงส่งอัซซูอาลเข้าไปในดินแดนแห่งนั้น พร้อมกับปิดผนึกประตู จองจำอัซซูอาลไว้

แต่ทว่า จิตใจอันเคียดแค้นชิงชังของอัซซูลอาลยังมิยอมพ่ายแพ้ ได้รวบรวมกำลังทั้งหมด สาปแช่งเหล่าสิ่งมีชีวิตทั้งมวลให้เต็มไปด้วยความมืด เฟดาลเรี่ยนเห็นดังนั้น จึงส่งพรแห่งความเมตตาให้แก่สิ่งมีชีวิตบ้างเพื่อลบล้างพลังของอัซซูอาล

ตั้งแต่นั้นต่อมา สิ่งมีชีวิตทั้งมวล จึงมีทั้งอำนาจฝ่ายดี แต่ความชั่วร้ายสิงสู่อยู่ในร่างกายเดียวกัน

เฟดาลเรี่ยนรู้ดีว่า เพียงแค่การจองจำ ก็มิสามารถหยุดยั้งอัซซูอาลไว้ได้ จึงได้หักดาบคู่กายของตนเป็นเจ็ดเสี่ยง แปรเปลี่ยนเป็นกุญแจ จากนั้นก็ส่งไปตามที่ต่างๆทั่วโลก เพื่อในวันแห่งการพิพากษา มันจะกลับคืนสู่มือของผู้ควรค่า จากนั้นก็อวตาร ตนเอง เหลือเพียงจิตวิญญาณ รอเวลาที่กลียุคจะกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

มิเอลเน่ปิดหนังสืออย่างเบามือที่สุด พลางถอนหายใจกับถ้อยความภายใน ตำนานโบราณที่ถูกสืบทอดกันมาในกลุ่มชนเผ่าแถบมอนกีอาน่า ก่อนที่อารยธรรม และความเชื่อใหม่ๆจะกลืนกินมันไปจนแทบจะสาบสูญไปจากหน้าประวัติศาสตร์
เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ ต่างสร้างความจริงให้มนุษย์ได้รู้ โดยมองข้ามความเชื่ออันงมงายไปหมดสิ้น
สำหรับพวกเขาแล้ว ไม่มีอัสทรั่ล ไม่มีอัซซูอัล หรือเฟดาลเรี่ยน ทฤษฎีของพวกเขามีเพียงการพุ่งชนของอุกาบาต หรือไม่ก็แกนโลกเอียงเท่านั้น

มิเอลเน่มองออกไปด้านนอกหน้าต่างห้องสมุด ตึกสีเทาที่สร้างด้วยพลังวิทยาศาสตร์ รถยนต์ น้ำมัน สิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย จนทำให้ตัวตนของจินตนาการ ความเชื่อค่อยๆเลือนลางไปเรื่อยๆ เธอหยิบเศษกระดาษแผ่นเล็กๆออกมาวางไว้บนโต๊ะ และทวนอ่านข้อความในนั้นอย่างช้าๆ

สองพันปีผ่านเลย สู้กลียุคครั้งใหญ่ บุตรแห่งเฟดาลเรี่ยนหาญสู้อัซซูอาล มิมีสิ่งใดจารึกไว้ในโลกา

คำทำนายที่ถูกตราหน้าว่าโกหกหลอกลวงถูกขยำทิ้ง ในขณะโลกกำลังย่างก้าวเข้าสู่ปีที่สองพัน เทคโนโลยีใหม่ๆเดินหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง มีเพียงส่วนน้อยที่ได้รับรู้ความเป็นจริงอันซ่อนเร้น ดวงตาของมิเอลเน่จ้องมองไปยังท้องฟ้าดำมืด

มีบางอย่างที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป.

ไม่มีใครรู้ นอกจากคนที่ต้องการรู้

มันจะเกิดขึ้น และหลีกเลี่ยงมิได้

มาร่วมค้นหาคำตอบ ของปริศนา

LAST REVOLUTION
แถลงปฏิวัติ สายพันธุ์ใหม่